
ข้อบังคับสมาคม
ข้อบังคับของสมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย
หมวดที่ 1 ความทั่วไป
ข้อ 1. สมาคมนี้มีชื่อว่า สมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย
ข้อ 2. เครื่องหมายของสมาคมมีลักษณะเป็นรูปหลอดไฟ แนวคิดของสัญลักษณ์นี้เกิดจากการรวทของ 3 สิ่ง คือ ไอเดีย + โค้ด + อินพุต/เอาท์พุต เมื่อนำมารวมเข้าด้วยกัน จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ไอเดียที่ส่งผ่านโปรแกรมมิ่งโค้ดนั้น สามารถสร้างอินพุตและเอาท์พุต ใหม่ๆ (นวัตกรรม) ได้เสมอ”
รูปของเครื่องหมายสมาคม

ข้อ 3. สำนักงานของสมาคมตั้งอยู่ ณ 70/8 หมู่ 1 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120
ข้อ 4. วัตถุประสงค์ของสมาคม
- 4.1 เพื่อสร้างเครือข่ายของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ได้รู้จัก ช่วยเหลือ และแบ่งปันความรู้กัน
- 4.2 เพื่อพัฒนาทักษะด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ (Technical Skill) และ ทักษะที่เกี่ยวข้องกับคน (Soft Skill) ให้ก่ับนักพัฒนาซอฟต์แวร์
- 4.3 เพื่อช่วยเหลือนักพัฒนาซอฟต์แวรจากการถูกผู้ว่าจ้างเอาเปรียบ และช่วยเหลือผู้ว่าจ้างจากการโดนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทิ้งงาน
- 4.4 เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และสร้างความเข้าใจที่ดีต่อสายอาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์
- 4.5 เพื่อเป็นพื้นที่ให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้แสดงศักยภาพ หรือสร้างความร่วมมือ
- 4.6 เพื่อสนับสนุนชุมชนต่าง ๆ ในการจัดกิจกรรมเพื่อนักพัฒนาซอฟต์แวร์
- 4.7 เพื่อดำเนินการ หรือร่วมมือกับองค์กรการกุศล เพื่อการกุศลและสาธารณประโยชน์
- 4.8 ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
- 4.9 เป็นองค์กรที่รับให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือด้านที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่อหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน
- 4.10 ส่งเสริมให้บุคคลทั่วไปในสาขาอาชีพอื่นมีความสนใจเรียนรู้ด้านการโค้ดดิังขั้นพื้นฐาน
หมวดที่ 2 สมาชิก
ข้อ 5. สมาชิกของสมาคมมี 2 ประเภท คือ
- 5.1 สมาชิกสามัญ คือ ผู้มีสิทธิออกเสียงในการเลือกกรรมการ ประกอบด้วย
- 5.1.1 กรรมการสมาคม
- 5.1.2 สมาชิกสามัญ
- 5.1.3 สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ บุคคลผู้ทรงเกียรติ หรือทรงคุณวุฒิ หรือผู้มีอุปการะคุณแก่สมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย ซึ่งคณะกรรมการลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมโปรแกรมเมอร์ไทยด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์
- 5.2 สมาชิกวิสามัญ คือ บุคคลนอกจากที่กล่าวแล้วในข้อ 5.1 แต่ไม่สนใจในการเลือกตั้ง หรือรับการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งเป็นกรรมการสมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย และไม่มีสิทธิออกเสียงลงมติต่าง ๆ ในที่ประชุม
- 5.2.1 ประเภทบุคคลทั่วไป ได้แก่ บุคคลทั่วไปที่อยู่ในสายอาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือสนใจในการพัฒนาซอฟต์แวร์
- 5.2.2 ประเภทนิติบุคคล ได้แก่ องค์กรขนาดเล็ก กลาง ใหญ่
ข้อ 6. สมาชิกจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
- 6.1. เป็นผู้สนใจ ศึกษา ใช้งาน หรือ เป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์
- 6.2 เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย
- 6.3 ไม่เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ
- 6.4 ไม่ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือต้องโทษจำคุก ยกเว้นความผิดฐานประมาท หรือลหุโทษ การต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดในกรณีดังกล่าว จะต้องเป็นในขณะที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกหรือในระหว่างที่เป็นสมาชิกของสมาคมเท่านั้น
ข้อ 7. ค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคม
- 7.1 สมาชิกสามัญ, กรรมการ, สมาชิกกิตติมศักดิ์ มิต้องเสียค่าบำรุงสมาคมแต่อย่างใดทั้งสิ้น
- 7.2 สมาชิกประเภทบุคคลทั่วไป (วิสามัญ)ไม่ต้องเสียค่าบำรุงรายปี
- 7.3 สมาชิกประเภทนิติบุคคล (วิสามัญ) จะต้องเสียค่าบำรุงเป็นรายปี ๆ ละ 5,000 บาท
ข้อ 8. การสมัครเข้าเป็นสมาชิกวิสามัญ
- 8.1 แจ้งความประสงค์โดยลงทะเบียน ได้ที่ คลิก
- 8.2 ให้ผู้สมัครนั้นชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมให้เสร็จภายใน 30 วัน
- 8.3 สำหรับนิติบุคคลจะต้องดำเนินการชำระค่าบำรุงสมาคมในปีต่อไปด้วย โดยต้องชำระให้เสร็จภายใน 30 วัน
สมาชิกภาพของผู้สมัคร ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้สมัครได้ชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าผู้สมัครไม่ชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงภายในกำหนด ก็ให้ถือว่าการสมัครหรือต่ออายุคราวนั้นเป็นอันยกเลิก
ข้อ 9. ผู้ผ่านการเป็นสมาชิกวิสามัญแล้วไม่น้อยกว่า๙๐ วัน และเข้าร่วมประชุมของสมาคมไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนการประชุมของสมาคมภายในช่วงเวลา๘๐ วัน สามารถเสนอต่อที่ประชุมเพื่อลงทะเบียนเป็นสมาชิกสามัญ
ข้อ 10. สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์
ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่มีหลักฐานการตอบรับคำเชิญของผู้ที่คณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม
ข้อ 11. สมาชิกภาพของสมาชิกให้สิ้นสุดลงด้วยเหตุดังต่อไปนี้
- 11.1 ตาย
- 11.2 ลาออก โดยยืนหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการ และคณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติ และสมาชิกผู้นั้นได้ชำระหนี้สินที่ยังติดค้างอยู่กับสมาคมเป็นที่เรียบร้อย
- 11.3 ขาดคุณสมบัติสมาชิก
- 11.4 ที่ประชุมใหญ่ของสมาคม หรือคณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียนเพราะสมาชิกผู้นั้นได้ประพฤตินำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคม
ข้อ 12. สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก
- 12.1 มีสิทธิเข้าใช้สถานที่ของสมาคมที่คณะกรรมการอนุญาตให้ใช้โดยเท่าเทียมกัน
- 12.2 มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของสมาคมต่อคณะกรรมการ
- 12.3 มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
- 12.4 มีสิทธิเข้าร่วมประชุมของสมาคม
- 12.5 สมาชิกสามัญมีสิทธิในการเลือกตั้ง หรือได้รับการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งเป็นกรรมการสมาคม และมีสิทธิออกเสียงลงมติต่างๆ ในที่ประชุมได้คนละ 1 คะแนนเสียง
- 12.6 มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการ เพื่อตรวจสอบเอกสารและบัญชีทรัพย์สินของสมาคม
- 12.7 มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย 1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญทั้งหมด ร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้
- 12.8 มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติ และข้อบังคับของสมาคมโดยเคร่งครัด
- 12.9 มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมกับเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคม
- 12.10 มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินกิจการของสมาคม
- 12.11 หน้าที่ร่วมกิจกรรมที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
- 12.12 มีหน้าที่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของสมาคมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
หมวดที่ 3 การดำเนินการสมาคม
ข้อ 13. ให้มีกรรมการคณะหนึ่ง ทำหน้าที่บริหารกิจการของสมาคมมีจำนวนอย่างน้อย 7 คน อย่างมากไม่เกิน 20 คน คณะกรรมการนี้ต้องเป็นสมาชิกสามัญที่ได้มาจากการเลือกตั้งของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม และให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งกันเองเป็นนายกสมาคม 9 คน และ อุปนายก 2 คน สำหรับกรรมการในตำแหน่งอื่น ๆ ให้นายกสมาคมเป็นผู้แต่งตั้ง ผู้ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่เข้าดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ของสมาคม ตามที่ได้กำหนดไว้ซึ่งตำแหน่งของกรรมการสมาคมมีตำแหน่งและหน้าที่โดยสังเขปดังต่อไปนี้
- 13.1 นายกสมาคม ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในการบริหารกิจการของสมาคมเป็นผู้แทนสมาคมในการติดต่อกับบุคคลภายนอกและทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการ และการประชุมใหญ่ของสมาคม
- 13.2 อุปนายก ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมในการบริหารกิจการสมาคม ปฏิบัติตามหน้าที่ที่นายกสมาคมได้มอบหมายและทำหน้าที่แทนนายกสมาคม เมื่อนายกสมาคมไม่อยู่ หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่การทำหน้าที่แทนนายกสมาคม ให้อุปนายกตามลำดับตำแหน่งเป็นผู้กระทำการแทน
- 13.3 เลขานุการ ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของสมาคมทั้งหมด เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของสมาคมในการปฏิบัติกิจการของสมาคม และปฏิบัติตามคำสั่งของนายกสมาคม ตลอดจนทำหน้าที่เป็นเลขานุการในการประชุมต่าง ๆ ของสมาคม
- 13.4 เหรัญญิก มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมดของสมาคมเป็นผู้จัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย บัญชีงบดุลของสมาคม และเก็บเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของสมาคมไว้เพื่อตรวจสอบ
- 13.5 ปฏิคม มีหน้าที่ในการให้การต้อนรับแขกของสมาคม เป็นหัวหน้าในการจัดเตรียมสถานที่ของสมาคมและจัดเตรียมสถานที่ประชุมต่างๆของสมาคม
- 13.6 นายทะเบียน มีหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนสมาชิกทั้งหมดของสมาคม ประสานงานกับเหรัญญิกในการเรียกเก็บเงินค่าบำรุงสมาคมจากสมาชิก
- 13.7 ประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่เผยแพร่กิจการและชื่อเสียงเกียรติคุณของสมาคมให้สมาชิกและ บุคคลโดยทั่วไปให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย
- 13.8 กรรมการตำแหน่งอื่น ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งคณะกรรมการเห็นสมควรกำหนดให้มีขึ้นโดยมีจำนวนเมื่อรวมกับตำแหน่งกรรมการตามข้างต้นแล้วจะต้องไม่เกินจำนวนที่ข้อ บังคับได้กำหนดไว้ แต่ถ้าคณะกรรมการมิได้กำหนดตำแหน่งก็ถือว่าเป็นกรรมการกลาง
ข้อ 14. คณะกรรมการของสมาคมสามารถอยู่ในตำแหน่งได้วาระละ 2 ปี และเมื่อคณะกรรมการอยู่ในตำแหน่งครบกำหนดวาระแล้ว แต่คณะกรรมการชุดใหม่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ ก็ให้คณะกรรมการที่ครบกำหนดตามวาระรักษาการไปพลางก่อนจนกว่าคณะกรรมการ ชุดใหม่จะได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ และเมื่อคณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ทำการส่งและรับมอบงานกันระหว่างคณะกรรมการชุดเก่าและคณะกรรมการชุดใหม่ให้เป็นที่เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการชุดใหมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ
ข้อ 15. ตำแหน่งกรรมการสมาคม ถ้าต้องว่างลงก่อนครบกำหนดตามวาระก็ให้คณะกรรมการแต่งตั้งสมาชิกสามัญคนใดคนหนึ่งที่เห็นสมควรเข้าดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งได้เท่ากับวาระของผู้ที่ตนแทนเท่านั้น และถ้าเป็นตำแหน่งนายกสมาคมว่างก็ให้คณะกรรมการเลือกกันเองเป็นนายกสมาคม
ข้อ 16. กรรมการอาจพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระด้วยเหตุผลต่อไปนี้ คือ
- 16.1 ตาย
- 16.2 ลาออก
- 16.3 ขาดจากสมาชิกภาพตามข้อบังคับและตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้
- 16.4 ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ออกจากตำแหน่ง
- 16.5 เป็นผู้มีความประพฤติและปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสียและคณะกรรมการสมาคมมีมติให้ ออก โดยมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของคณะกรรมการสมาคม
ข้อ 17. กรรมการที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่งกรรมการให้ยื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ คณะกรรมการ และคณะกรรมการมีมติให้ออก
ข้อ 18. อำนาจและหน้าที่ของกรรมการ
- 18.1 มีอำนาจออกระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติ โดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้อง ไม่ขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้
- 18.2 มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสมาคม
- 18.3 มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการได้ แต่กรรมการที่ปรึกษา หรือ อนุกรรมการจะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการที่แต่งตั้ง
- 18.4 มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี และประชุมใหญ่วิสามัญ
- 18.5 มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการในตำแหน่งอื่น ๆ ที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้
- 18.6 มีอำนาจบริหารกิจการของสมาคม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตลอดจนมีอำนาจอื่น ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้
- 18.7 มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการทั้งหมด รวมทั้งการเงินและทรัพย์สินทั้งหมดของสมาคม
- 18.8 มีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ตามที่สมาชิกสามัญ จำนวน 1 ใน 3 ของสมาชิก ทั้งหมดได้เข้าชื่อร้องขอให้จัดประชุมวิสามัญขึ้น ซึ่งการนี้จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่ วิสามัญขึ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ
- 18.9 มีหน้าที่จัดทำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการเงิน ทรัพย์สินและการดำเนิน กิจกรรมต่าง ๆ ของสมาคมให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและสามารถจะให้สมาชิกตรวจดูได้ เมื่อสมาชิกร้องขอ
- 18.10 จัดทำบันทึกการประชุมต่าง ๆ ของสมาคม เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานและประกาศให้ สมาชิกได้รับทราบทางเว็บไซต์
- 18.11 มีหน้าที่อื่น ๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้
ข้อ 19. คณะกรรมการจะต้องประชุมกันอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง โดยให้จัดขึ้นภายในวันที่ 28 ของทุก ๆ เดือน ทั้งนี้เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการบริหารกิจการของสมาคม
ข้อ 20. การประชุมคณะกรรมการ จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกรรมการ ทั้งหมดจึงจะถือว่าครบองค์ประชุม มติของที่ประชุมคณะกรรมการ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้ เป็นอย่างอื่นก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันก็ให้ประธานใน การประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ 21. ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้กรรมการที่เข้าประชุมในคราวนั้นเลือกตั้งกันเอง เพื่อให้กรรมการ คนใดคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น
หมวดที่ 4 การประชุมใหญ่
ข้อ 22. การประชุมใหญ่ของสมาคมมี 2 ชนิด คือ
- 22.1 ประชุมใหญ่สามัญ
- 22.2 ประชุมใหญ่วิสามัญ
ข้อ 23. คณะกรรมการจะต้องจัดให้การประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๆ ละ 1 ครั้ง ภายในเดือนธันวาคม ของทุก ๆ ปี
ข้อ 24. การประชุมใหญ่วิสามัญ อาจจะมีขึ้นได้ก็โดยเหตุที่คณะกรรมการเห็นควรจัดให้มีขึ้น หรือเกิดขึ้น ด้วยการเข้าชื่อร่วมกันของสมาชิก ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกสามัญทั้งหมดหรือ สมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยคนหรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในข้อบังคับจะทำ หนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการของสมาคมให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญก็ได้ ในหนังสือร้องขอนั้น ต้องระบุว่าประสงค์ให้เรียกประชุมเพื่อการใด
ข้อ 25. การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกได้ทราบ และการแจ้งจะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุวัน เวลาและสถานที่ให้ชัดเจน โดยจะต้อง แจ้งให้สมาชิกได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน และประกาศแจ้งกำหนดนัดประชุมไว้ ณ เว็บไซต์หรือเว็บเครือข่ายสังคมของสมาคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนถึงกำหนดการประชุม ใหญ่หรือลงพิมพ์โฆษณาอย่างน้อยสองคราวในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลายในท้องถิ่นฉบับหนึ่งก่อน วันนัดประชุมไม่น้อยกว่า 7 วันก็ได้
ข้อ 26. การประชุมใหญ่สามัญประจำปี จะต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อยดังต่อไปนี้
- 26.1 แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี
- 26.2 แถลงบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญซึ่งบดุลของปีที่ผ่านมาให้สมาชิกรับทราบ
- 26.3 เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ เมื่อครบกำหนดวาระ
- 26.4 เลือกตั้งผู้สอบบัญชี
- 26.5 ตรวจสอบทะเบียนสมาชิกให้เป็นปัจจุบัน
ข้อ 27. การประชุมใหญ่สามัญประจำปีหรือการประชุมวิสามัญ ต้องมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่งหรือไม่น้อยกว่า 10 คน จึงจะครบองค์ประชุม หากถึงกำหนดเวลาการประชุมแล้วสมาชิก ยังไม่ครบองค์ประชุม ถ้าการประชุมใหญ่ครั้งนั้นเป็นการประชุมใหญ่ตามคำเรียกร้องของสมาชิกก็ ให้งดการประชุม แต่ถ้าเป็นกรณีการประชุมใหญ่ที่คณะกรรมการสมาคมเป็นผู้เรียกประชุม ก็ให้ เรียกประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยจัดให้มีการประชุมขึ้นภายใน 14 วัน นับแต่ที่วันที่นัดประชุม ครั้งแรก การประชุมครั้งหลังนี้ไม่บังคับว่าจะต้องครบองค์ประชุม
ข้อ 28. การลงมติต่าง ๆ ในที่ประชุมใหญ่ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้าง มากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงที่ลงมติมีคะแนนเสียงเท่ากัน ก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ ชี้ขาด
ข้อ 29. ในการประชุมใหญ่ของสมาคม ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่มาร่วมประชุมหรือไม่ สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกตั้งกรรมการที่มาร่วมประชุมคนใดคน หนึ่ง ให้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น
หมวดที่ 5 การเงินและทรัพย์สิน
ข้อ 30. การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการ เงินสดของสมาคมถ้ามี ให้นำฝากไว้ใน ณ ธนาคารแห่งใดแห่งหนึ่ง ในนามบัญชีสมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย โดยความเห็นชอบของที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร
ข้อ 31. การลงนามในตั๋วเงินหรือเช็คของสมาคม จะต้องมีลายมือชื่อของนายกสมาคม หรือผู้ทำการแทน ลงนามร่วมกับเหรัญญิก หรือเลขานุการ พร้อมกับประทับตราของสมาคมจึงจะถือว่าใช้ได้
ข้อ 32. ให้นายกสมาคมมีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน 20,000 บาท (สองหมื่นบาทถ้วน ) ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการจาก ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม
ข้อ 33. ให้เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคมได้ไม่เกิน 20,000 บาท (สองหมื่นบาทถ้วน ) ถ้าเกินกว่าจำนวนนี้ จะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของสมาคมทันทีที่โอกาสอำนวยให้
ข้อ 34. เหรัญญิก จะต้องทำบัญชีรายรับ รายจ่ายและบัญซึ่งบดุลให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทำการเบิกจ่ายเงินของสมาคม 1 ครั้งต่อเดือน ไม่เกินวันที่ 5 ของเดือนถัดไปและการเบิกจ่ายแต่ล่ะ ครั้งต้องสรุปรายละเอียดแต่ละงาน โดยต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมทุกครั้ง
ข้อ 35. ผู้สอบบัญชี จะต้องมิใช่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม และจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต
ข้อ 36. ผู้สอบบัญชี มีอำนาจหน้าที่จะเรียกเอกสารที่เกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินจากคณะกรรมการและ สามารถจะเชิญกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมเพื่อสอบถามเกี่ยวกับบัญชีและทรัพย์สินของสมาคมได้
ข้อ 37. คณะกรรมการจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชี เมื่อได้รับการร้องขอ
หมวดที่ 6 การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกสมาคม
ข้อ 38. ข้อบังคับของสมาคมจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้น และองค์ประชุม ใหญ่จะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด มติของที่ประชุมใหญ่ในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของ สมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด
ข้อ 39. การเลิกสมาคม จะเลิกได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม ยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุของ กฎหมาย มติที่ประชุมใหญ่ที่ให้เลิกสมาคมต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิก สามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด และองค์ประชุมใหญ่จะต้องไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญ ทั้งหมด
ข้อ 40. เมื่อสมาคมต้องเลิก ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่หลังจากที่ได้ชำระ บัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้วให้ตกเป็นของมูลนิธิวิจัยเทคโนโลยีสารสนเทศ (ผู้รับต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคล ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณประโยชน์)
หมวดที่ 7 บทเฉพาะกาล
ข้อ 41. การตีความข้อบังคับของสมาคม หากเป็นที่สงสัยให้ที่ประชุมใหญ่โดยเสียงข้างมากของที่ประชุมชี้ขาด
ข้อ 42. ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยสมาคมมาใช้บังคับ ในเมื่อข้อบังคับของสมาคมมิได้กำหนดไว้ และหากมีข้อบังคับใดขัดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ ให้ถือปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ข้อ 43. สมาคมต้องไม่ดำเนินการหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน หรือเพื่อบุคคลใดนอกจากเพื่อดำเนินการ ตามวัตถุประสงค์ของสมาคมเอง
ข้อ 44. ข้อบังคับฉบับนี้ ให้เริ่มใช้บังคับได้นับตั้งแต่วันที่สมาคมรับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เป็นต้นไป
ข้อ 45. เมื่อสมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจากทางราชการ ก็ให้ถือว่าผู้เริ่มการทั้งหมดเป็นสมาชิกสามัญและสมาชิกภาพของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้น เริ่มตั้งแต่วันจดทะเบียนเป็นต้นไป
ลงชื่อ
สมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย
